วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

เทคนิคในการโน้มน้าวใจผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จ


                              เทคนิคในการโน้มน้าวใจผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จ

ความสามารถในการโน้มน้าวใจเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการขายสินค้า นักขายที่มีความสามารถโน้มน้าวใจคนเก่งมีโอกาสทำยอดขายได้มาก      ในทางตรงกันข้ามหากนักขายไม่สามารถโน้มน้าวใจลูกค้าได้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการขายย่อมมีน้อย มาดูกันว่า หลักในการโน้มน้าวใจให้ประสบความสำเร็จนั้นมีอะไรบ้าง 
อาจารย์ไพบูลย์ ล้วนวรวัฒน์ได้ให้คำแนะนำไว้ในหนังสือ "คุณก็เป็นสุดยอดนักขายได้" ดังนี้ 
1. ให้นักขายนำเสนอหรือกล่าวถึงสิ่งที่ "ลูกค้า" ได้ประโยชน์จากการใช้สินค้า
นักขายต้องโน้มน้าวใจให้ลูกค้าเห็นดีเห็นงามกับประโยชน์ หรือ คุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับจากการใช้สินค้านั้น โดยนักขายจะต้องชี้ให้ลูกค้าเห็นว่า ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับคืออะไร ซึ่งประโยชน์นั้นมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ประโยชน์ที่จับต้องได้ หมายถึง ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ตัวสินค้าโดยตรง (Functional Benefits) และประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้ หมายถึง ประโยชน์ทางด้านจิตใจ (Emotional Benefits) เมื่อลูกค้าได้ตระหนักถึงสิ่งที่จะได้รับแล้ว ลูกค้าจะให้ความร่วมมือและทำตามสิ่งที่นักขายเสนออย่างเต็มใจ
2. หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสิ่งที่ลูกค้าจะเสียประโยชน์จากการใช้สินค้า
การ  "หลีกเลี่ยง" นั้น "ไม่ใช่การโกหก" การหลีกเลี่ยง คือ การไม่กล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างโดยไม่จำเป็น แต่การโกหกนั้น คือ การให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
นักขายควรหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงประเด็นที่จะทำให้ลูกค้าจะเสียประโยชน์จาการซื้อสินค้าของคุณ เพราะการกล่าวถึงสิ่งที่ลูกค้าจะเสียประโยชน์ จะทำให้กระบวนการโน้มน้าวใจทำได้ยากขึ้น หรือบางทีอาจจะล้มเหลวไปเลยก็ได้
3. ทำให้ผลเสียของลูกค้าเป็นเรื่องเล็กน้อย
ในกรณีที่นักขายไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงผลเสียของสินค้า นักขายจะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประโยขน์ที่ลูกค้าจะได้รับ เมื่อลูกค้าทราบถึงผลเสีย แน่นอนลูกค้าต้องเกิดความลังเลใจในการซื้อสินค้า ปกติแล้วลูกค้าจะเปรียบเทียบระหว่างผลเสียกับประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับว่ามีอย่างไหนมากกว่ากัน แต่หากลูกค้าทราบว่าผลเสียนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ลูกค้าจะสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ไม่ยาก เพราะไม่ใช่ประเด็นที่น่าวิตกกังวลอะไร
ดังนั้น หน้าที่ของนักขายก็คือ ต้องทำให้ผลเสียเป็นเรื่องเล็กน้อย ด้วยวิธีการง่าย ๆ ที่นักขายสามารถนำไปใช้ได้คือ การหักล้างสิ่งที่ลูกค้าจะเสียไป ด้วยประโยชน์อันมากมายที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าของคุณ
ที่สำคัญวิธีการโน้มน้าวใจทั้ง 3 ประการข้างต้นจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ นักขายมีการเตรียมตัวทำการบ้านมาก่อนล่วงหน้าถึงวิธีนำเสนอประโยชน์  วิธีหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงผลเสียที่ลูกค้าจะได้รับ รวมถึงวิธีพูดให้ผลเสียนั้นดูเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อให้สามารถโน้มน้าวใจจนลูกค้ายอมโอนอ่อนตามนักขาย และเมื่อลูกค้าส่งสัญญาณให้ทราบว่า เขาพึงพอใจในการซื้อขายครั้งนี้ ถึงเวลาแล้วที่นักขายควรจะปิดการขายทันที

วิธีอ่านคน เรียนรู้คนจากสามก๊ก


สามก๊ก วรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ชื่อดังที่ตีแผ่กลเล่ห์เพทุบาย กลศึกในสนามรบ การชิงรักหักเหลี่ยม ความเคียดแค้นชิงชัง ความซื่อสัตย์ และการให้อภัย
โดยหลักคิดเหล่านั้นสามารถสะท้อนออกมาเป็นวิธีสังเกตคนได้ ดังสำนวนที่ว่า
สร้างสถานการณ์ หวังดูคน
ไกล แสร้ง ใกล้
ใกล้ แสร้ง ไกล
พิเคราะห์นรลักษณ์ ดูจิตใจ
พิเคราะห์ท่าทาง ดูความสง่า
พิเคราะห์วาจา ดูคุณธรรม
หยั่งปฏิธาน ดูความคิด
หยอกล้อ ดูความหนักแน่น
ยั่วยุ ดูความตั้งมั่น
เยินยอ ดูสติ
นิ่งเฉย ดูความเคลื่อนไหว
ซึ่งตีความได้ว่า การดูคนทำได้ 7 วิธี คือ
1. ยุแหย่ด้วยเรื่องร้ายดี แล้วสังเกตดูซึ่ง ‘ปณิธาน’ หรือ ดูความตั้งมั่นและความตั้งใจจริงที่จะทำอะไรให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยมองทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย
2. ติเตียน/กล่าวโทษให้อับจน แล้วสังเกตดูซึ่ง ‘ปฏิภาณ’ หรือ ดูไหวพริบของการเอาตัวรอด
3. สอบถามซึ่งกลยุทธ์ แล้วสังเกตดูซึ่ง ‘ปัญญา’
4. บอกกล่าวซึ่งเคราะห์ภัย แล้วสังเกตดูซึ่ง ‘ความกล้าหาญ’
5. มอมเมาด้วยสุรา แล้วสังเกตซึ่ง ‘อุปนิสัยใจคอ’
6. ผูกมัดด้วยอามิสสินจ้าง แล้วสังเกตซึ่ง ‘ความสุจริต’
7. มอบหมายภาระกิจให้จัดการในเวลาอันจำกัด แล้วสังเกตซึ่ง ‘สัจจะ วาจา’
วิธีเหล่านี้เป็นการสังเกตคนเบื้องต้นเท่านั้น เพราะอย่างไรแล้วการได้ลองคบหาสมาคม จะทำให้รู้จักกันและกันมากขึ้น เพราะ จิตมนุษย์ใช่ว่าสุดจะหยั่งคาด สรรพสิ่งสามารถค้นศึกษาได้ เพราะมนุษย์มีอุตตะมะปัญญา ต่างจากสัตว์สาราโดยทั่วไป

ความงามทางภาษาด้านการใช้โวหารภาพพจน์


ความงามทางภาษาด้านการใช้โวหารภาพพจน์





ภาพพจน์ (Figure of speech) หมายถึง คำหรือกลุ่มคำที่สร้างขึ้นจากกลวิธีในการใช้คำทำให้เกิดภาพที่แจ่มชัด และลึกซึ้งในจิตใจของผู้อ่านและผู้ฟัง ซึ่งผู้แต่งใช้กลวิธีในการเปรียบเทียบอย่างคมคายและหลายแบบ
ภาพพจน์เป็นเรื่องของภาษาเป็นเรื่องของศิลปะการใช้เสียงของการเปรียบเทียบคำ การใช้คำที่เป็นรูปธรรมเรียกสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นต้น
๑. อุปมา (Simile)
อุปมา ได้แก่การเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกัน โดยมีบุพบทหรือสันธานเป็นตัวเชื่อม เป็นเครื่องติดต่อระหว่างคำที่นำมาเปรียบเทียบ อุปมาเป็นสิ่งที่นำมากล่าวเปรียบเทียบ อุปไมย คือเนื้อความที่ต้องการกล่าว คำเชื่อมดังกล่าว เช่น เหมือน ดัง ดุจ เพียง เช่น ราว ปาน ประหนึ่ง เทียม เทียมเฉก ปิ้ม ปานว่า ดุจดัง ราวกับ เหมือนดัง เฉกเช่น เป็นต้น
โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วงดังศรสักปักช้ำระกำทรวง
เสียดายดวงจันทราพะงางาม
"ใครกอดแม่แปรกอกแตกตายใครปาดป้ายด้วยดินหม้อเหมือนแมวคราว
ศิลาแลแวววาวดังดาวดวงเป็นเมฆม่วงมรกตทับทิมแดง
กระต่ายเหมือนกระต่ายป่าสองตาแดงที่วางแห่งพิศแลเห็นแก่ตัว
ที่แผ่นเผินเนินผานั้นน่ากลัว ตัวเงื้อมตัวเหมือนจะพังลงทับตาย
๒. อุปลักษณ์ (Metaphor)
อุปลักษณ์เป็นการกล่าวเปรียบเทียบวิธีหนึ่ง แต่ต่างจากอุปมาตรงที่อุปลักษณ์จะไม่กล่าวเปรียบต่างๆ ใช้วิธีกล่าวเป็นนัยให้เข้าใจเอาเองบางครั้ง เปรียบโดยไม่มีคำเชื่อมโยงหรือไม่เป็นการเปรียบเทียบโดยตรง มักใช้คำกริยา เป็น หรือ คือ นำหน้า
ศิลาแลแวววาวดังดาวดวงเป็นเมฆม่วงมรกตทับทิมแดง
ดูปราสาทราชวังเป็นรังกา ดังป่าช้าพงชัฏสงัดคน
เธอจะตายเพื่อจะปลุกให้คนตื่นเธอจะตายเพื่อผู้อื่นนับหมื่นแสน
เธอเป็นดินก้อนเดียวในดินแดน แต่จะหนักและจะแน่นเต็มแผ่นดิน
( เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
อิดโรยโหยหิวผิวเผือด คือมีดกรีดเชือดเลือดไหล
เหน็ดเหนื่อยเมื่อยเหน็บเจ็บใจทรามวัยทอดองค์ลงพักกาย
( กนกนคร )
๓. บุคลาธิษฐาน หรือ บุคคลวัต (Personification)
บุคลาธิษฐาน มาจาก คำว่า บุคคล+อธิษฐาน คืออธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล หมายถึง ภาพพจน์ที่กล่าวถึงสิ่งไม่มีชีวิต ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความคิด หรือสิ่งที่มิใช่สิ่งมีชีวิตทำกริยา เสมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกนึกคิด เช่น ฟ้าร้องไห้ ใบไม้เริงระบำ ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้สิ่งที่กล่าวถึงมีชีวิตชีวา ผู้รับสารก็จะมองเห็นภาพนั้นเคลื่อนไหวทำอาการกิริยาเหมือนคน มีอารมณ์ มีความรู้สึก และสามารถสื่อความนั้นออกมาถึงผู้รับสารได้
เฝ้าแหงนดูดวงแขชะแง้พักตร์ เห็นจันทร์ชักรถร่อนเวหาเหิน
ดูดวงเดือนเหมือนชื่อรื้อเผอิญระกำเกินที่จะเก็บประกอบกลอน
ทิวมะพร้าวแผ่นพยักโบกทักทาย เล่านิยายแย้มยวนชวนใจพิมพ์
วันนี้แพรสีแสดของแดดกล้า ห่มทุ่มหญ้าป่าเขาอย่างเหงาหงอย
โดยแรงลมริ้วฝุ่นหมุนตัวลอย เรา-ค่อยค่อยขว้างหล่นซบบนดิน
( สันติ ชนะเลิศ, รำพึงแห่งใบไม้)
๔. อติพจน์ (Hyperbole)
อติพจน์ คือการกล่าวเกินจริง ได้แก่ข้อความที่เปรียบเทียบเกินความจริง แต่ก็ทำให้เห็นภาพพจน์ได้เด่นชัดยิ่งขึ้น ดูจริงจังประทับใจ ภาพพจน์ชนิดนี้นิยมใช้กันมากแม้ในภาษาพูด เพราะเป็นการเปรียบเทียบที่เห็นภาพพจน์ได้ง่ายและสามารถแสดงออกถึงอารมณ์ของกวีได้อย่างชัดเจน
เสียงไห้ทุกราษฎร์ไห้ทุกเรือน
อกแผ่นดินดูเหมือน จักขว้ำ
บ่เห็นตะวันเดือน ดาวมืด มัวนา
แลแห่งใดเห็นน้ำ ย่อมน้ำตาคน
เรียมร่ำน้ำเนตรท้วมถึงพรหม
พาล่ำสัตว์จ่อมจมชีพม้วย
พระสุเมรุเปื่อยเป็นตมทบท่าว ลงฤๅ
หากกนิษฐ์พรหมฉ้วย พี่ไว้จึ่งคง
๕. ปฏิทรรศน์ หรือ ปรพากย์ (Paradox)
ปฏิทรรศน์ คือ การใช้ถ้อยคำที่มีความหมายตรงข้ามหรือขัดแย้งกัน มากล่าวอย่างกลมกลืน ภาพพจน์ประเภทนี้ต้องวิเคราะห์ความหมายลงไปถึงจะเข้าใจ เพราะมักกล่าวในเชิงปรัชญา
๖. สัทพจน์ (Onematoboeia)
สัท แปลว่า เสียง สัทพจน์ หมายถึงภาพพจน์ที่เลียนเสียง หรือ แสดงลักษณะอาการต่างๆ เช่น เสียงดนตรี อาการของสัตว์ การมช้ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้เหมือนรู้สึกได้ยินเสียงนั้นจริงๆ เสียงของคำก็มีลักษณะเด่นอยู่ในตัว
ต้อยตะริดติดตี่เจ้าพี่เอ๋ยจะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน
แอ้อี๋อ่อยสร้อยฟ้าสุมาลัย แม้นเด็ดได้แล้วไม่ร้างให้ห่างเชย
กรองทองตีครุ่มครึ่มเดินเรียง
จ่าตะเติงเสียงครุ่มครื้น
เสียงปีรี่เรื่อยเพียง การเวก
แตร้นแตร่นแตรฝรั่งขึ้นหวู่หวู้เสียงสังข์






เคล็บลับในการร้องเพลง


เคล็บลับในการร้องเพลง









การร้องเพลงให้เพราะ  ข้อสำคัญจะต้องมีอารมณ์สอดแทรกความรู้สึกให้ได้กับเนื้อหาของเพลง  มีใจรัก  ปล่อยใจ  ปล่อยอารมณ์ ให้ตัวเบา

การออกเสียงจะต้องสบาย ๆ ถ่ายทอดความรู้สึก  เราควรสอดแทรกและสื่อความหมายของเพลงให้แก่ผู้ฟัง  ถ้าเราปล่อยความรู้สึกของเราตามความหมายของเสียงเพลง  ผู้ฟังจะเข้าใจ  เช่น  เพลงเศร้า  จะต้องให้เศร้า  เสียใจ  นั่นแหละจึงจะประสบความสำเร็จ  ถ้าร้องไปโดยไม่คำนึงถึงความหมาย  เราก็จะไม่สามารถเข้าถึงหัวใจเขาได้ 

นอกจากนี้เราต้องรักษาระดับเสียงสูงต่ำขึ้นลงให้ได้อีกด้วย  ก่อนอื่น เราต้องฝึกเสียงให้ผ่านจากลำคอไปถึงท้อง  ต้องร้องแบบเปิดลำคอ  จุดนี้ต้องให้ความรู้สึกโล่งที่สุด  เหมือนกับโทรโข่งที่รับเสียงแล้วก้อง  ไม่มีสิ่งใดมากีดขวาง  ร้องเพลงอย่างมีความสุข สบาย ๆ ไม่ใช่ว่ารู้สึกเหนื่อยเวลาขึ้นเสียงสูง  เพราะคนฟังก็จะรู้สึกอย่างนั้นไปด้วย 

ทักษะในการร้องเพลงต้องสูดหายใจลึก ๆ การออกเสียงเสมือนกับการดื่มน้ำหรือการรับประทานอาหาร  ซึ่งต้องผ่านลำคอลงไปโดยไม่ติดคอ  จึงจะเป็นการร้องเพลงที่ถูกต้อง

การออกเสียงเหมือนการทวนกระแส  เสียงสูงเราต้องทิ้งเสียงให้ลงไปข้างล่าง    เช่น การตะโกนเรียงคนที่อยู่ไกล ๆ หรือตะโกนข้ามภูเขาของชาวเขา  เป็นต้น 

ส่วนเสียงต่ำจะเป็นการเก็งและตะเบ็งออกให้ขึ้นที่สูง  แต่จะต้องมีพลังและก้องกังวาลแบบเสียงระฆัง  ดังนั้นเสียงสูงจึงเปรียบได้กับเสียงระฆัง  และเสียงต่ำเปรียบเหมือนเสียงกลอง 

การร้องเพลงเป็นการฝึกการพูดของเราเหมือนกัน  บางคนพูดแล้วจะรู้สึกเหนื่อย  ผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดลมหรือปอด  หายใจไม่ทัน  ถ้าได้ฝึกร้องเพลงแล้วฝึกให้ถูกต้อง  จะเป็นการช่วยให้สุขภาพดีขึ้น  เป็นการฝึกการบริหาร  แต่ต้องฝึกให้ถูกวิธี  จึงต้องออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย  ลักษณะของการออกกำลังกายจะมีการหายใจเข้าและหายใจออกเหมือนกับการร้องเพลง  ดังนั้นผู้ที่ร้องเพลงได้ดีส่วนมากจึงออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย  ผลพลอยได้คือ  สุขภาพร่างกายแข็งแรง  ชะลอความแก่ได้  ดังสุภาษิต  ที่ว่า  "ยิงปืนนัดเดียวได้ นกสองตัว"  เพราะร้องเพลงได้ดีขึ้น  และสุขภาพยังแข็งแรงขึ้นอีกด้วย




ภาษาวิบัติ




ภาษาวิบัติ หรือ ภาษาอุบัติ เป็นคำเรียกของการใช้ภาษาไทยที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่ตรงกับกับหลักภาษาในด้านการสะกดคำ คำว่า 'ภาษาวิบัติ' ใช้เรียกรวมถึงการเขียนที่สะกดผิดบ่อย รวมถึงการใช้คำศัพท์ใหม่หรือคำศัพท์ที่สะกดแปลกไปจากเดิม  คำว่า "วิบัติ" มาจากภาษาบาลี หมายถึง พินาศฉิบหาย หรือความเคลื่อนทำให้เสียหาย ในประเทศไทยมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาเด็กไทยขาดการศึกษารวมถึงปัญหาภาษาวิบัติทำให้เด็กไทยไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร                   ในขณะเดียวกันได้มีการใช้คำว่าภาษาอุบัติแทนที่ภาษาวิบัติที่มีความหมายในเชิงลบโดยภาษาอุบัติหมายถึงภาษาที่เกิดขึ้นมาใหม่ ตอบสนองวัฒนธรรมย่อย เช่นเดียวกับภาษาเฉพาะวงการที่เป็นศัพท์สแลง    ทั้งนี้ การเปิดใช้พจนานุกรมเพื่อค้นหาคำที่ควรใช้ให้ถูกต้องอาจเป็นทางเลือกที่ดี ทางบัณฑิตยสถานได้กำหนดคำที่ใช้อย่างเป็นทางการหรืออยู่ในรูปแบบมาตรฐาน หากใช้ผิดอาจกลายเป็นคำวิบัติได้ ซึ่งคำวิบัติไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของภาษาแต่อย่างใด เป็นเพียงการใช้ภาษาให้แตกต่างจากปกติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรืออาจใช้จากรุ่นสู่รุ่นไปจนกว่าคำวิบัตินั้นจะหายไปจากสังคมนั้นๆ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนว่า ภาษาวิบัติเป็นการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่ผู้ใหญ่ในสังคมไม่ชอบ แม้ภาษาจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอแต่ผู้ใหญ่ไม่ชอบให้ภาษาเปลี่ยนการให้เหตุผลว่าภาษาไทยไม่ควรเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นภาษาของชาติที่มีความศักดิ์สิทธิ์นิธิเห็นว่าเป็นเหตุผลแบบไสยศาสตร์ ไม่ค่อยน่าฟัง นิธิยังเห็นว่า ปัญหาของภาษาไทยในปัจจุบันคือ การใช้ภาษาไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ไวยากรณ์ การใช้ศัพท์หรือการเรียบเรียง เป็นต้น และการไม่ศึกษาภาษาที่เปลี่ยนแปลงไปนี้เองที่จะเป็นเหตุให้เกิด "ภาษาวิบัติ"
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ช่วงที่มีผู้สร้างภาพยนตร์ไปตั้งเป็นชื่อ หอแต๋วแตกแหวกชิมิ กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตประเภทวรรณศิลป์ สาขาวิชาภาษาไทย ระบุ คำว่า "ชิมิ" หากเป็นการใช้ภายในกลุ่มก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นการล้อกันเล่นซึ่งเป็นปกติของภาษา และจะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่การนำไม่ใช้เชิงสาธารณะดังที่ไปตั้งเป็นชื่อภาพยนตร์ ถือว่าไม่เหมาะสมนัก เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 กนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน กล่าวว่า สถานการณ์ภาษาไทยในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤต และวัยรุ่นใช้ภาษาแช็ตเฉพาะบนอินเทอร์เน็ต และสื่อสารภายในวัยรุ่นเท่านั้น ยังไม่พบนำมาใช้ในการเขียนหรือการทำงานแต่อย่างใด

ลักษณะและตัวอย่าง
สะกดผิดได้ง่าย
เป็นรูปแบบของคำที่มีการสะกดผิด ซึ่งเกิดจากคำที่มีการผันอักษรและเสียงไม่ตรงกับรูปวรรณยุกต์
สนุ๊กเกอร์ (สนุกเกอร์)
โน๊ต (โน้ต)
คำที่สะกดผิดเพื่อให้แปลกตา
นู๋ (หนู)
ชะมะ,ชิมิ (ใช่ไหม)
ป่าว (เปล่า)
เทอ (เธอ)
ชั้ล , ช้าน (ฉัน)
ค้ะ , คร๊ , คร้ะ , ค่า (ค่ะ)
คร้าบ , คับ , คัฟ , คร๊าฟ (ครับ)
คำที่สะกดผิดเพื่อแสดงอารมณ์
เป็นอะไร เปงราย, เปนรัย, เปงรัย
ทำไม ทามมาย, ทามมัย
คำที่สะกดผิดเพื่อลดความหยาบของคำ
หรืออาจใช้หลีกเลี่ยงการกรองคำหยาบของซอฟต์แวร์
กู กรู, กุ
มึง มรึง, เมิง
ไอ้สัตว์ ไอ้สาด, ไอ้สัส
โคตร โคโตะ, โคด
พ่อมึงตาย พ่องจาย
เหี้ย เห้
คำเลียนเสียงเพื่อเพิ่มอรรธรถในการคุย
โดยส่วนใหญ่จะเพิ่ม ร., ส., (อาจมี ์ ติดมาด้วย) หรือ พิมพ์ตัวอักษรใดๆ ในคำนั้นเป็นจำนวนมากเพื่อเน้นคำนั้นให้เด่นอีกด้วย
ว้าย แอร๊ยย, อร๊ายยย
กรี้ด กี๊สส
โฮก โฮกกก...!!
โอ้ โอ้วส์
มัน มันส์


วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทานเรื่อง ข้าวหอมจอมซน

นิทานเรื่อง ข้าวหอมจอมซน
นางสาวจิรัฐติกาล การสร้าง
คบ.ภาษาไทย หมู่1 ชั้นปีที่ 3
รหัส 533410010103
facebook
https://www.facebook.com/#!/groups/241439175975415/265479333571399/
media
http://www.mediafire.com/?jrr30uceyy53m62